รีวิวเสริมคาง ให้หน้าเรียวยาวขึ้น

เราเป็นคนที่ตัวเล็กหน้าเล็ก แบบเหมือนคนหน้าทู่อะ ดูกระจกแล้วคิดว่าถ้ายาวมากกว่านี้คงจะดี เคยดัดฟันแล้ว หน้าเข้ารูปมานิดนึง เน้นว่านิดนึงจริงๆ เวลาถ่ายรูปเราไม่มีความมั่นใจเลย เพราะต้องหามุมที่ทำให้หน้ายาวขึ้นแบบถ่ายมุมสูงอะไรแบบนี้ตลอด พอเริ่มทำงานเก็บได้สักพักเลยตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง สิ่งแรกที่คิดถึงคือเรื่องเสริมคางของตัวเอง เพราะว่าไหนๆก็ดัดฟันแล้วยังไม่ค่อยเข้าที่ ก็ควรจะมีอย่างอื่นที่สามารถช่วยได้บ้างสิ อีกอย่างเราลงทะเบียนประกวดไว้ก็อยากเสริมความมั่นใจให้ใบหน้าของตัวเองด้วย เป็นการยิงนกครั้งเดียวได้นกสองต่อเลยนะเนี่ย

เมื่อได้ลองปรึกษากับเพื่อนๆที่ทำงานว่า อยากจะเสริมคางต้องที่ไหน เพื่อนเลยแนะนำว่าลองมาที่ The Sib Clinic ไหมเพราะว่าใกล้บ้านของเรา ถ้าไม่ถูกใจก็ไปที่อื่นก็ได้ ก็จริงอย่างทีเพื่อนว่าเราเป้นคนจ่ายเราก็เลือกได้สิ ก่อนจะไปที่คลินิกเราก็ลองศึกษาเคสต่างๆและผลตอบรับของคนที่เคยใช้บริการที่นี่ทำให้รู้ว่าคุณหมอเป็นผู้หญิง มีใบรับรองและผลงานต่างๆมากมาย คือมันดูน่าเชื่อถือนั้นแหละ เลยต้องแวะไปให้ได้

ตอนปรึกษาคุณหมอรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่คุณหมอก็ใจเย็นและให้คำปรึกษาเราดีมากเลย โดยคุณหมอแนะนำให้เติมคางเล็กน้อยก็พอ เพราะว่าเราเป็นคนที่หน้าเกือบจะวีเชฟอยู่แล้ว การเติมคางเล็กน้อยจะช่วยให้ทรงหน้าวีเชฟเป็นรูปไข่มากยิ่งขึ้น เราตอบตกลงทันที จากนั้นก็ลงวันนัดผ่าตัดกับพี่พยาบาล คิวไม่นานประมาณ 2 อาทิตย์ เพราะติดเวลาทำงานประจำของเรานั้นเอง

วันผ่าตัดไม่ต้องอะไรมาก ทำใจให้โล่งๆแล้วก้าวเข้าคลินิก พี่พยาบาลบอกว่าเข้าห้องได้เลย เพราะคุณหมอรออยู่แล้ว สิ่งที่คุณหมอถามอย่างแรกเลยคือเรื่องสิ่งที่ให้งดก่อนการผ่าตัด (ดูคุณหมอซีเรียสมาก) จากนั้นก็อธิบายขั้นตอนต่างๆที่จะเกิดขึ้นระหว่างผ่าตัด แอบหวั่นใจนิดๆคิดว่าชั้นมาทำอะไรกันแน่เนี่ย

ของเราเสริมคางแบบในปากนะ เพราะใกล้จะถึงวันประกวดแล้ว ไม่ค้องการให้มีรอยแผล รอยช้ำ รอยบวม คือต้องดูเนียนเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้ทำมา ระหว่างนี้พี่พยาบาลเจาะน้ำเกลือที่แขนเราเป็นที่เรียบร้อย

unnamed 14

พออธิบายขั้นตอนต่างๆเสร็จก็ให้เรามานั่งรอด้านนอกอีกแปปนึง ก่อนที่พี่พยาบาลอีกคนจะพาเราไปที่ห้อง แค่คิดว่าตัวเองกำลังจะผ่าตัดก็ทั้งหนาวทั้งเสียวแล้ว พี่พยาบาลที่กำลังเตรียมตัวข้างๆเห็นเราตื่นเต้นมั้ง เลยเข้ามาคุยด้วยบอกว่าไม่นานแปปเดียว รับรองว่าตื่นมาทุกอย่างจะเรียบร้อย

ในระหว่างที่ทุกอย่างมืดไปหมด ก็ได้ยินเสียงพี่พยาบาลเรียกและสกิดเราในห้องพักฟื้นขึ้นมา รู้สึกเหมือนหน้าจะบวมๆ แต่ว่าคงไม่เท่าไหร่หลอกมั้ง พอหยิบมือถือขึ้นมาส่องเท่าน้ันแหละ 55555 ไม่บวมเลย ปกติเว่อร์ คุณหมอมือเบ๊าเบา ชอบจ้าาา

unnamed 13

                                                                          (ภาพหลังออกจากห้องผ่าตัด)

พอเริ่มไหวก็ถอดสายน้ำเกลือออก ส่วนเรื่องการดูแลตัวเองต่อจากนี้ หลักๆต้องประคบเย็นทันที พอผ่านไปได้สัก 3 วันค่อยประคบอุ่นต่อเพื่อช่วยกระตุ้นให้แผลสมานตัวไว ส่วนอาหารการกินบอกเลยเศร้ามากกินได้แค่ของเหลวอ่อนๆเท่านั้นในช่วงอาทิตย์แรก เพราะไม่งั้นแผลอาจติดเชื้อเพราะล้างแผลไม่ดี

วันที่ 2 จำได้ดีเลยว่าหน้าตุ่ยมาก บวมขึ้นจากวันแรก แต่รอยช้ำไม่ค่อยมี แสดงว่าหมอมือเบา ช่วงนี้กินอะไรไม่ค่อยได้ อาศัยนมกล่องและน้ำเปล่าอย่างเดียว แต่อยากสวยต้องทนจริงปะ

ช่วงประมาณวันที่ 4-5 อาการบวมเริ่มลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มโจ๊กได้บ้างแล้ว แต่ยังคงต้องรักษาความสะอาดต่อไป พอครบ 1 อาทิตย์คุณหมอให้เข้าคลินิกอีกครั้งเพื่อเช็คผลหลังการพักฟื้น โดยรวมคุณหมอบอกว่าโอเคมาก พ้นช่วงอาทิตย์แรกมาได้ก็สบายแล้ว

ช่วงอาทิตย์ที่ 3 เริ่มกลับมากินอาหารได้ปกติ เริ่มสังเกตุเห็นว่าหน้ายาวขึ้นและกรามเล็กลง เป็นความสุขเล็กน้อยที่เรามีในตอนนั้น คิดในใจว่าถ้ายุบเมื่อไหร่แม่จะไปถ่ายรูปอัพโปรไฟล์ใหม่เยอะๆเลย

ปัจจุบันตอนนี้ผ่านไปได้ 4 เดือน อาการบวมจากการผ่าตัดไม่มีแล้ว แต่คุณหมอบอกว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไปเพื่อให้เข้าที่จริงๆ โดยรวมทั้งใบหน้าเรายาวขึ้นในขนาดที่พอดี ไม่โป๊ะ แต่ปังมาก พี่ๆที่ทำงานหลายคนต่างชมว่าไปทำอะไรมาดูดีขึ้นนะเนี่ย ก็อย่างว่าพอมีคนมาชมเราก็จะรู้สึกดีใจและมั่นใจมากขึ้น ทุกวันนี้เวลาถ่ายรูปก็ไม่ต้องหามุมอะไรมากมาย แค่หันหน้าแล้วยิ้มก็สวยแล้ว ต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่ามากที่เปลี่ยนตัวเองแบบนี้ สำหรับเพื่อนคนไหนที่กำลังวางแผนศัลยกรรม เราขอเป็นกำลังใจให้ ขอบคุณค่า