ผ่าตัดแปลงเพศ(ชายเป็นหญิง)

ผ่าตัดแปลงเพศ (ชายเป็นหญิง)

ผ่าตัดแปลงเพศ เป็นการผ่าตัดขั้นตอนสุดท้ายของการรักษาผู้ป่วย ที่มีความผิดปกติของการรับรู้เพศ ให้มีลักษณะภายนอกตรงตามสภาพจิตใจ ซึ่งปัจุบันวิทยาการทางการแพทย์ได้มีการค้นพบเทคนิคผ่าตัดสมัยใหม่ ช่วยให้บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นจริงได้อย่างใจต้องการได้ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขกับเพศที่ตนเองเลือก ดังนั้นการผ่าตัดแปลงเพศจึงเป็นเรื่องใหญ่ จึงควรมีการเตรียมตัวศึกษาข้อมูลการผ่าตัดแปลงเพศกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศ

คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ

  1. ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ หากน้อยกว่า 20 ปี ต้องมีจดหมายรับรองจากผู้ปกครองในการยินยอมเรื่องการผ่าตัดแปลงเพศ
  2. ผู้เข้ารับการผ่าตัดต้องได้รับฮอร์โมนเพศหญิงติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี
  3. มีความรู้สึกเป็นผู้หญิงมานานแล้ว
  4. ใช้ชีวิตแบบผู้หญิงมาไม่น้อยกว่า 2 ปี
  5. รังเกียจอวัยวะเพศของตนเอง คิดว่าเป็นส่วนเกิน
  6. ได้รับการประเมิณสภาพจากจิตแพทย์ และได้รับการรับรองจากจิตแพทย์ ว่าอยู่ในสภาวะที่เหมาสมที่จะทำการผ่าตัดแปลงเพศ
  7. ร่างกายสมบูรณ์ คนรอบข้างยอบรับในสิ่งที่คุณเป็น

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดแปลงเพศ

  1. ต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อแพทย์ที่ทำการผ่าตัดจะได้ทราบถึงสภาพความพร้อม ของร่างกาย
  2. ควรหยุดยาฮอร์โมนล่วงหน้า 1 เดือน
  3. งดวิตามิน อาหารเสริม 2 สัปดาห์
  4. งดสูบบุหรี่ 1 เดือน และงดแอลกอฮอล์ 1 สัปดาห์
  5. ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย 2-3 วัน เพื่อให้ภายในลำไส้มีการตกค้างของกากอาหารน้อยลงก่อนการเข้ารับการผ่าตัด

เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศ (ชายเป็นหญิง) 3 วิธี

  1. แบบปกติ (Penile Skin Inversion) สร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชาย
  2. แบบ (Penile Skin Inversion + Scrotal Skin Graft) สร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชายร่วมกับผิวของถุงอัณฑะ
  3. แบบใช้ลำไส้เพื่อทำช่องคลอด (Sigmoid Colon + Penile Skin Inversion) การสร้างช่องคลอดจากผิวหนังอวัยวะเพศชายร่วมกับลำไส้ใหญ่

การเลือกว่าเทคนิคไหนเหมาะสม  คนไข้สามารถตัดสินใจโดย  ก่อนการแปลงเพศ ถ้าองคชาติ (ระหว่างแข็งตัว)

– ผู้ที่มีองคชาติยาว (>6 นิ้ว) = สามารถแปลงเพศแบบปกติ ซึ้งหลังทำการผ่าตัด สามารถทำช่องคลอดเทียมได้ลึกกว่า 6 นิ้ว

– ผู้ที่มีองคชาติยาวปานกลาง (2 – 6 นิ้ว) =สามารถแปลงเพศแบบปกติ ได้ โดยใช้เทคนิค Scrotal Skin graft ร่วมด้วย ซึ้งหลังทำการผ่าตัด สามารถทำช่องคลอดเทียมได้ลึกกว่า 4-6 นิ้ว

– ผู้ที่มีองคชาติสั้น (<2 นิ้ว)  = แนะนำให้แปลงเพศด้วยการใช้ลำไส้ร่วมด้วย จะทำให้สามารถ สร้างช่องคลอดเทียมได้ลึกมากกว่า 6 นิ้ว

– สร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่ ทำเป็นผนังช่องคลอด เหมาะกับผู้ที่ต้องการความเป็นผู้หญิง เพราะลำไศ้ใหญ่มีน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติ มีช่องคลอดที่ยาวกว่าผิวสัมผัสเรียบ ไม่หยาบ และไม่มีขน เหมาะกับในรายที่อวัยวะเพศสั้นโดยแพทย์จะทำการผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่มาต่อกับผิวหนังของอวัยวะชาย เพื่มเพิ่มความลึกของช่องคลอด

– สร้างช่องคลอดโดยใช้ผนังจากองคชาต และผิวหนังจากถุงอัณฑะ หรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด เพื่อเพิ่มความลึกของบ่องคลอด ให้ได้ตามที่ต้องการและเพียงพอต่อการใช้งาน ส่วนผิวหนังส่วนอื่นศัลยแพทย์อาจจะพิจารณานำผิวหนังจากที่อื่นๆเช่น ขาหนีบ หน้าท้อง ต้นขา มาเพิ่มเป็นผนังช่องคลอดให้ความลึกเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก

– การนำเอาผิวหนังขององคชาต สอดกลับเข้าไปตกแต่งทำเป็นช่องคลอด วิธีที่ทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน ภาวะแทรกซ้อนต่ำ แพทย์ส่วนใหญ่นิยมกัน ข้อเสียไม่เหมาะกับผู้ที่มีอวัยวะสั้นกว่า 4 นิ้ว เพราะจะทำให้ช่องคลอดไม่ลึก ระยะยาวหนังหุ้มช่องคลอดมักจะย้อยออกมา

 

การดูแลหลังการผ่าตัดแปลงเพศ (ชายเป็นหญิง)

1.หลังการผ่าตัดจะต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 5-7 วัน เพื่อจะได้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยคนไข้ต้องปฎิบัติตัวอย่างเคร่งครัด

2.หลังผ่าตัดในระยะแรก ควรนอนในท่าที่ขาทั้งสองข้างแยกออกจากกัน โดยอาจใช้ผ้าห่มหรือหมอนกั้นกางไว้ เพื่อไม่ให้แผลผ่าตัดถูกกดทับ

3.ทาขึ้ผึ้งรักาบริเวณแผล รูเปิดท่อปัสสาวะ และคลิทอริสทุกครั้งหลังอาบน้ำ

4.การป้องกันไม่ให้ช่องคลอดตีบตัน ด้วยการใส่วัสดุขยายช่องคลอดเทียม โดยเริ่มจากขนาดเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยๆเพิ่มความกว้างและความยาวตามลำดับ พยายามรักษาความลึกของช่องคลอดเทียม ในช่วง 3       สัปดาห์แรก สอดวัสดุขยายคาไว้ในช่องคลอด ครั้งละ 1 ชั่วโมง วันละ 3 ครั้ง หลังจากผ่าน 3 สัปดาห์ไปแล้ว ให้ใช้วัสดุขยายช่องเทียมที่ใหญ่ขึ้น และให้ทำการสอดเข้า- ออก เหมือนลักษณะการมีเพศสัมพันธ์
5.ควรปฎิบัติทุกวัน ทำต่อเนื่อง ประมาณ 6 เดือน หลังจาก 6 เดือนให้ขยายช่องคลอดวันละ 1 ครั้งจนครบ 1 ปี เพื่อไม่ให้ช่องคลอดเทียมตีบแคบ ซึ่งสามารถมีเพศสัมพัธ์ได้หลังการผ่าตัดประมาณ 2-3เดือน